Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

คติความเชื่อแบบคนโบราณ

เทศกาลปีใหม่กับความเชื่อ

4,574

9 ม.ค.56 17.18 น.

เรื่องราวความสำหรับต้อนรับปีใหม่นี้ ก็คงหนีไม่พ้นความเชื่อทั้งหลายที่เกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีเรื่องราวแตกต่างกันไป แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักความเชื่อของที่ต่างๆ เรามารู้กันก่อนดีกว่าค่ะว่า วันปีใหม่ มันที่มาที่ไปอย่างไร

      มีเรื่องเล่ากันว่า จริงๆ แล้วในอดีต วันปีใหม่ไม่ใช่วันที่ 1 มกราคม แต่เป็นวันที่ 1 มีนาคม ตามปฏิทินโบราณของชาวโรมัน โดยปฏิทินนี้จะมีแค่ 10 เดือน และเดือนมีนาคมจะเป็นเดือนแรกของปี เพราะปฏิทินจะนับตามการโคจรของดวงจันทร์ โดยเริ่มจากฤดูใบไม้ผลิ จนถึงสิ้นฤดูใบไม้ร่วง

      สำหรับการเฉลิมฉลองปีใหม่เริ่มขึ้นครั้งแรกในยุคเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณสองพันปีที่แล้วประมาณช่วงกลางเดือนมีนาคม เรียกว่า vernal equinox ต่อมาชาวอียิปต์ เปอร์เซีย และเฟนีเชียนเริ่มเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของพวกเขาในช่วงเวลา fall equinox น้องๆ คงสงสัยสินะคะว่า Equinox คืออะไร เราสามารถให้คำจำกัดความของ Equinox ได้ว่า คือ ช่วงเวลาที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งมักจะเกิดในช่วงวันที่ 21 มีนาคมและ 23 กันยายน ส่วนชาวกรีกจะเฉลิมฉลองตาม winter solstice หรือวันที่มีกลางวันสั้นที่สุด ทางซีกโลกเหนือ ซึ่งก็คือช่วง 22 ธ.ค. ถึง 5 ม.ค. นั่นเอง

      มีตำนานเล่ากันว่าในยุคของ Numa Pompilius กษัตริย์องค์ที่ 2 ของโรมันก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการแบ่งเดือนใหม่ โดยเพิ่มเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์เข้าไป หากชาวโรมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ และยังเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 มีนาคมกันต่อไป

      จนเมื่อถึงยุคสาธารณรัฐโรมัน ก็เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 1 ม.ค. เป็นครั้งแรกโดยจูเลียส ซีซาร์เมื่อ 46 ปีก่อนคริสตศักราช เพราะเดือนมกราคมนี้ตั้งชื่อตามชื่อเทพเจ้าจานุส (Janus) เทพกรีกที่คนโรมันนับถือบูชา พระองค์จึงต้องการให้เดือนนี้เป็นการเริ่มต้นวันขึ้นปีใหม่

      ความเชื่อเกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่ตามประเทศต่างๆ


      เริ่มต้นด้วยประเทศในแถบยุโรปอย่างประเทศอังกฤษ ชาวอังกฤษจะมีความเชื่อว่า ผู้ชายคนแรกที่มาเยือนที่บ้านหลังจากเที่ยงคืนแล้วจะนำความโชคดีมาให้ โดยปกติแล้วชาวอังกฤษมักจะให้ของขวัญอย่างเช่น เงิน ขนมปังหรือก้อนถ่าน เพื่อเป็นการอวยพรให้ครอบครัวนั้นมีสิ่งของเหล่านั้นอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ผู้ที่มาคนแรกนั้นจะต้องไม่ใช่คนผมบลอนด์ ผมสีแดง หรือเป็นผู้หญิง เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้จะนำความโชคร้ายมาให้

      ส่วนที่ประเทศเดนมาร์ก เชื่อกันว่า ถ้าบ้านไหนมีเศษจานแตกกองสุมอยู่หน้าประตูบ้านเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าบ้านนั้นมีเพื่อนฝูงคบหาสมาคมมากมาย เพราะชาวเดนิชจะเก็บสะสมจานไว้ตลอดปี แล้วจะนำไปขว้างที่หน้าบ้านเพื่อนของพวกเขาในวันก่อนปีใหม่

      มาต่อกันที่ประเทศในแถบอเมริกาใต้อย่างบราซิล ชาวบราซิลเชื่อว่า ซุปถั่วแขก (Lensil Soup) จะเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่ง ดังนั้นในวันแรกของปี ชาวบราซิลจะทำซุปถั่วแขกทานกัน หรือว่าจะทานถั่วแขกกับข้าว

      ข้ามมาที่ประเทศในทวีปเอเชียกันบ้างนะคะ ที่ประเทศศรีลังกา จะเริ่มเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 13 หรือ 14 เมษายนตามปฏิทินของฮินดู ผู้คนที่นั่นจะทำความสะอาดบ้านช่องในช่วงก่อนถึงวันปีใหม่ บางบ้านอาจจะทาสีบ้านใหม่ หรือเตรียมทำของหวานหลายชนิดเพื่อรับประทานในวันปีใหม่ เพราะชาวศรีลังกาจะไม่ทำอาหารหรือจุดไฟในคืนก่อนวันปีใหม่ และพวกเขาจะทานข้าว pongal เป็นมื้อแรกของวันปีใหม่ ซึ่งเป็นอาหารที่ทำจากข้าว ผสมน้ำตาล และมะพร้าว มีรสชาติหวาน

      สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่น วันปีใหม่จะถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว ร้านรวงต่างๆ รวมไปถึงสำนักงานและโรงงานจะปิดทำการในวันนั้น ผู้คนมักจะไปไหว้พระขอพรตามวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เด็กๆ หรือวัยรุ่น ตามวัดต่างๆ เมื่อย่างเข้าวันปีใหม่ จะเริ่มตีระฆัง 108 ครั้ง เพื่อปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายทั้งหมด 108 อย่างจากปีก่อนให้หมดไป ซึ่งเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า โจยะโนะคาเนะ และเมื่อเริ่มปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการหัวเราะจะเป็นการทำให้พวกเขาโชคดีในปีใหม่อีกด้วย

      อาหารปีใหม่!! กับความเชื่อที่มีแต่โบราณ


      สเปน จะทานองุ่น 12 ผลไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนในวันสิ้นปี เพื่อต้อนรับความโชคดีตลอด 12 เดือนข้างหน้า

      เนเธอร์แลนด์ นิยมทานโดนัท เพราะเชื่อว่าวงกลมแบบวงแหวนนั้น จะทำให้ชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนรูปร่างของอาหาร

      กรีซ จะทำเค้กสอดไส้เหรียญเงินชิ้นใหญ่หรือที่เรียกว่า St. Basil's cake เพื่อรำลึกถึง "นักบุญบาซิล" ผู้มีความเมตตาต่อคนยากจน ซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 1 มกราคม และเชื่อกันว่าคนใดพบเหรียญเงินในเค้กนั้นจะโชคดีไปตลอดปี

      จีน นิยมทานปลาและไก่ทั้งตัวในปีใหม่ เพราะคำว่า "ปลา" พ้องเสียงตรงกับคำว่า "เหลือเฟือ" ในภาษาจีน และทานไก่ทั้งตัวโดยไม่ตัดส่วนใดออก โดยเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์และมั่งคั่ง

      ญี่ปุ่น จะทานบะหมี่ไม่ตัดเส้นที่เรียกว่า "โทชิโคชิ โซบะ" เพราะเชื่อว่าจะทำให้อายุยาวเหมือนเส้นบะหมี่

      อิตาลี จะทานถั่วเลนทิล เพราะถั่วนี้มีรูปร่างคล้ายเหรียญเงิน จึงเชื่อว่าจะนำความร่ำรวยมาให้

      อเมริกา นิยมทานถั่วตาดำ Black-Eyed pea (ไม่ใช่นักร้องวง Hip-Hop นะครับ) เพราะถั่วนี้เมื่อปรุงสุกแล้วจะมีสีและรูปร่างเหมือนเหรียญเงิน และแน่นอน เขาเชื่อว่านำความร่ำรวยมาให้

      ส่วนประเทศไทยนั้นถือว่าวันปีใหม่คือวันสงกรานต์ จะนิยมทานพวกทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง เพราะเชื่อเรื่องโชคลาภและความมั่งมี แต่น่าเสียใจที่ปัจจุบันนี้เรากลับไปทานอาหารที่รับวัฒนธรรมมาจากต่างชาติ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเค้ก, พิซซ่า หรือไอศกรีม และที่หนักว่านั้นคือจำพวกเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทั้งหลาย เฉพาะฉะนั้นเพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรมของไทย ปีใหม่นี้เราควรหันมาทานของอนุรักษ์ความเป็นไทยเราบ้างก็ดีนะครับ เช่น ขนมถ้วย, ถ้วยฟู หรือพวกน้ำลำไยเป็นต้น

ดวงรายวัน ดวง ดูดวง ทำนายดวงชะตา ดวงรายสัปดาห์ ดวงรายปักษ์ ดวงรายเดือน 12ราศีแบบจีน มาร่วมเป็น Fanpage ของ HoroscopeThaiza คลิก >> HoroscopeThaiza Fanpage


ที่มา :
เว็บไซต์ praphansarn.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน