เทพแห่งพระจันทร์ กับ การไหว้พระจันทร์


ชาวจีนโบราณ เชื่อว่าสรรพสิ่งบนโลกนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ หยินกับหยาง โดยถือเอาพระอาทิตย์เป็นตัวแทนของเทพฝ่ายหยาง และถือเอาพระจันทร์เป็นตัวแทนของเทพฝ่ายหยิน ในสมัยโบราณกษัตริย์จีนจะมีการทำพิธีบูชาเทพแห่งพระอาทิตย์และเทพแห่งพระจันทร์

     ประเพณีไหว้พระจันทร์จึงเป็นพิธีที่เอิกเกริกยิ่งใหญ่พิธีหนึ่ง ซึ่งเราจะสังเกตได้จากโบราณสถานที่เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีในสมัยโบราณ เช่น หอบูชาพระจันทร์ในปักกิ่ง ซึ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง

    กิจกรรมการไหว้พระจันทร์ จะเริ่มขึ้นเมื่อพระจันทร์ขึ้นสู่ขอบฟ้า โต๊ะบูชาก็จะถูกจัดวางเรียงรายด้วยขนมไหว้พระจันทร์ ผลทับทิมและผลไม้ต่างๆ ครั้นพิธีการเซ่นไหว้สิ้นสุดลง ทุกคนก็จะห้อมล้อมรอบโต๊ะพากันชิมขนม จิบน้ำชาและชมจันทร์กันอย่างชื่นมื่น

     กาลเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประเพณีไหว้พระจันทร์จากเดิมที่เคยเป็นประเพณีอันเคร่งครัดด้วยพิธีรีตรอง ได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเป็นประเพณีชมจันทร์ที่สนุกสนานครึกครื้นแทน

     เทศกาลไหว้พระจันทร์ในประเทศจีนตรงกับช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ช่วงนี้เป็นช่วงที่พระอาทิตย์โคจรเข้าใกล้บริเวณเส้นแวงของโลกมากที่สุดพระจันทร์ซึ่งหมุนรอบโลกตามแนวเส้นแวงจึงรับแสงพระอาทิตย์อย่างเต็มที่แสงจันทร์ที่สาดสะท้อนกลับมายังโลกจึงสุกสกาวกว่ายามใดๆ

    ชาวจีนโบราณจึงถือโอกาสนี้จัดกิจกรรมชมจันทร์ขึ้น ในขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรให้ผลเก็บเกี่ยวเต็มที่ ชาวไร่ชาวนาซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก็จะจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต

    เพื่อเป็นการแสดงการขอบคุณต่อเทพที่ประทานความอุดมสมบูรณ์มาให้ หรืออีกนัยหนึ่ง ในสังคมเกษตรกรรม เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็คือเทศกาลแห่งการขอบคุณพระเจ้านั่นเอง  

    ปัจจุบันประเพณีการไหว้พระจันทร์ ในจีนได้เลือนหายไปกับกาลเวลา คงเหลือไว้แต่ประเพณีการกินขนม ชมพระจันทร์ และเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพระจันทร์เท่านั้น เทพนิยายที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลไหว้พระจันทร์มีอยู่หลายตำนาน เช่นเรื่องราวของอี้กับเทพธิดาฉางเอ๋อ ในตำนานเล่าว่า เทียนตี้ เทพแห่งฟ้ามีโอรสสิบองค์ ก็คือสุริยันเทพสิบดวง เทียนตี้ได้บัญชาให้โอรสผลัดเปลี่ยนเวรกันให้แสงสว่างแก่โลกมนุษย์วันละดวง

    ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งสุริยเทพทั้งสิบออกมาแห่แหนเรียงรายเต็มท้องฟ้า สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวโลกอย่างมาก เป็นเหตุให้ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ภัยแล้งคุกคามไปทั่วทุกหัวระแหง และเกิดโรคภัยอันสืบเนื่องจากภัยแล้ง ความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ร้อนถึงอี้เทพบุตรผู้ซึ่งมีอาวุธเป็นธนูวิเศษ

    และเป็นผู้ซึ่งได้รับบัญชาจากเทียนตี้ให้ไปปราบอธรรมบนโลกมนุษย์ในขณะนั้น อี้ได้ถือวิสาสะ น้าวธนูยิงดวงสุริยันเก้าดวงดับสลาย คงเหลือไว้เพียงหนึ่งดวง ทำให้เทียนตี้พิโรธอย่างมาก เนรเทศให้อี้ลงมาจุติบนโลกมนุษย์และมีภรรยาชื่อฉางเอ๋อ

   มีอยู่วันหนึ่งหลังจากที่อี้ได้ยาอมฤตะจากพระแม่เจ้าหวังหมู่ จึงได้มอบให้ฉางเอ๋อเก็บรักษาไว้ เรื่องยาอมฤตได้ล่วงรู้ถึง เผิงเหมิง ในขณะที่อี้ออกไปนอกบ้านเผิงเหมิงจึงลักลอบมาขโมยยาอมฤต จนเกิดการต่อสู้แย่งชิงกับฉางเอ๋อขึ้น ฉางเอ๋อไม่อาจรับมือกับเผิงเหมิงได้ ท่ามกลางโกลาหลนั้น ฉางเอ๋อจึงได้ฉกฉวยดื่มยาอมฤตเสีย

    และทันใดนั้นร่างของนางก็โบยบินไปสู่ฟากฟ้า แต่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อสามี ฉางเอ๋อจึงได้เลือกไปสถิตอยู่ ณ ดวงจันทร์ อันเป็นสถานที่ที่ใกล้กับโลกมนุษย์ที่สุด นางจึงกลายเป็นเทพธิดาสถิตอยู่บนดวงจันทร์ และอาศัยอยู่อย่างเดียวดาย มีเพียงกระต่ายน้อย คางคกและต้นกุ้ยซู่ลำต้นสูงใหญ่เท่านั้น

    ฝ่ายอี้เมื่อกลับถึงบ้านได้รับรู้เรื่องราวที่ฉางเอ๋อกลายเป็นเทพธิดา ก็ได้แต่ร่ำไห้ร้องเรียกหานาง และด้วยความอาลัยครั้นมองขึ้นไปบนดวงจันทร์ก็พบว่าฉางเอ๋อก็เฝ้าคอยอยู่เช่นกัน นับแต่นั้นมา จึงให้มีการจัดโต๊ะบูชาเทพธิดาแห่งพระจันทร์ ด้วยขนมและผลไม้ที่นางโปรดปราน และมีการอธิษฐานให้เทพแห่งพระจันทร์คุ้มครอง

    ประเพณีการบูชาเทพแห่งพระจันทร์จึงได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง และบ้างก็มีตำนานเล่าว่า บนพระจันทร์นั้นมี อู๋กังคนตัดไม้อาศัยอยู่ตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับพระจันทร์ได้สะท้อนความเชื่อของชาวจีน ซึ่งสังเกตได้ว่า ชาวจีนมีความใคร่อยากรู้อยากเห็นและสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

     สิ่งสำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งในเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็คือขนมไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้พระจันทร์ ก็มีตำนานเล่าขานกันอยู่หลากหลายเช่นกัน เล่ากันว่าการกินขนมไหว้พระจันทร์ได้สืบทอดมาตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์หยวน

    มีเรื่องเล่าว่าในสมัยราชวงศ์หยวน ชาวจีนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบภาคกลาง ไม่พอใจต่อการปกครองอันป่าเถื่อนของผู้ปกครองชนเผ่ามองโกล จึงรวบรวมไพล่พลรุกขึ้นก่อการปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง โดยมีจูหยวนจางเป็นผู้ทำการสมัครพรรคพวกก่อการปฏิวัติในครั้งนั้น

     แต่ทว่าความเคลื่อนไหวทั้งปวงก็ถูกทหารหยวนควบคุมอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งการสื่อสารกัน ด้วยเหตุนี้หลิวปั๋วเหวินจึงคิดค้นหาวิธีการลักลอบส่งสาร โดยสั่งให้หวางเจากวงทำขนมขึ้น และสอดสารลับในขนมนั้น อันมีใจความเพื่อนัดหมายก่อการปฏิวัติ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนแปด ข่าวการก่อการปฏิวัติจึงแพร่พลัดกระจายไปยังที่ต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การกอบกู้ชาติในครั้งนั้น

     จึงมีการทำขนมสืบต่อมากันมาจวบจนทุกวันนี้ ในวันไหว้พระจันทร์เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง มีความหมายถึงความกลมเกลียว จึงเป็นเสมือนวันนัดหมายรวมญาติมิตรอีกวันหนึ่ง

    ในปัจจุบันชาวจีนได้ถือเอาวันนี้เป็นวันแห่งครอบครัวที่สมาชิกทุกคนจะกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน และร่วมกันชิมขนม จิบน้ำชาภายใต้แสงจันทร์ เคล้าเสียงของอากง อาม่าเล่าขานเรื่องราวความรักโรแมนติกของอี้กับฉางเอ๋อท่ามกลางวงล้อมของลูก ๆ หลาน ๆ ได้ถ่ายทอดจากคนอีกรุ่นไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง









ที่มา http://www.ocanihao.com/

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: