ฮวงจุ้ยบ้านติดน้ำ..มีผลดีผลเสียอย่างไร


บ้านริมน้ำเป็นที่ปรารถนาของหลายๆ คน เพราะให้ความรู้สึกเย็นและมีบรรยากาศที่สดชื่น แต่ราคาบ้านก็จะมักแพงตามไปด้วย จนบางครั้งซื้อกันแทบไม่ลงเลยทีเดียว คนที่มีบ้าน ติดน้ำไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำลำคลอง หรือทะเลสาบในหมู่บ้าน ก็มักจะมีคำถามว่า ตามหลักฮวงจุ้ยหลังบ้านไม่ควรเป็นน้ำ เพราะจะทำให้บ้านนั้นขาดความมั่นคง จึงทำให้หลายคนเกิดความกังวลในเรื่องนี้

     จริงๆ แล้ว การจะฟันธงลงไปว่า ไม่ดีทั้งหมดก็คงจะไม่ใช่ กรณีที่เสียมักจะเป็นกรณีที่บ้านสร้างติดน้ำมากจนเกินไป ถ้าตัวบ้านสร้างห่างจากน้ำมากพอสมควร ซึ่งในตำราจะกำหนดเอาไว้ว่า ระยะห่างจะอยู่ประมาณ 3 เท่าของความสูงของบ้าน เช่น บ้านสูง 5 เมตร บ้านก็ควรจะห่างจากน้ำประมาณ 15 เมตร จึงจะถือว่าไม่มีผลกระทบ

     บ้านที่ติดน้ำจนเกินไป จะก่อผลเสียมากมาย ที่เห็นได้ชัดก็คือ กระแสน้ำจะกัดเซาะตลิ่ง เป็นการทำลายฐานบ้าน ทำให้ตัวบ้านอาจทรุดหรือพังลงมาได้ ยกเว้นว่า จะมีการทำเขื่อนซีเมนต์กั้นตลิ่งเอาไว้ ผลกระทบเรื่องนี้ก็จะไม่มี

     ผลกระทบอีกอย่างหนึ่ง ที่จะนำมาพิจารณาก็คือเรื่องของทิศทาง ถ้าส่วนของน้ำเป็นทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่มีผลในเรื่องของแสงแดดโดยตรง ตัวบ้านจะต้องห่างจากน้ำพอสมควร ถ้าบ้านติดน้ำมากเกินไป จะได้รับผลกระทบจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนพื้นน้ำ สาดเข้ามาในบ้าน คนในบ้านจะมีปัญหาเรื่องสายตาได้

     พื้นน้ำก็เปรียบเสมือนกับกระจกเงาบานใหญ่ แสงที่สะท้อนจากน้ำจะรุนแรงมาก เพราะฉะนั้นจะต้องใส่ใจในเรื่องนี้ให้มาก ถ้าพื้นที่ดินมีไม่มากพอที่จะขยับตัวบ้านหลบแสงสะท้อนจากน้ำได้ ก็ให้ใช้วิธีปลูกต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ เพื่อปิดบังแสงสะท้อนแทน

     ถ้าตำแหน่งน้ำเป็นทิศใต้ ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด เพราะทิศใต้เป็นทิศทางลม ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่า ลมจะพัดพาน้ำ ซึ่งหมายถึงโชคลาภเข้าสู่บ้าน แต่ถ้าหลังบ้านเป็นน้ำ ก็อาจจะเกิดผลเสียได้เหมือนกัน เพราะหลังบ้านส่วนจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลมก็จะพัดกลิ่น พัดควันจากการทำอาหารเข้าบ้านได้ง่าย แต่ถ้าลมมาจากหน้าบ้าน (ทิศใต้) หลังบ้านเป็นทิศเหนือ ก็จะเกิดผลดีมากกว่า

     นอกจากนี้ ทิศใต้ หรือทิศเหนือ ไม่มีผลกระทบในเรื่องแสงสะท้อนจากน้ำ เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ถ้าจะปลูกต้นไม้ก็ควรใช้ต้นไม้ต้นเล็กๆ เพราะถ้าใช้ต้นไม้ใหญ่จะปิดบังลมที่พัดเข้าสู่บ้าน ทำให้บ้านเสียประโยชน์ในเรื่องลมไป

     ข้อสังเกตที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ ขนาดของน้ำ ถ้าน้ำมีขนาดใหญ่ เช่น บ้านอยู่ติดทะเลสาบ หรือแม่น้ำ ผลกระทบก็ย่อมมากกว่า น้ำที่มีขนาดเล็ก เช่น ลำราง ร่องน้ำ หรือคลองขนาดเล็ก ผลกระทบอาจไม่มีเลย อาจเปรียบเทียบง่ายกับขนาดของตัวบ้านก็ได้ ถ้าน้ำใหญ่กว่าตัวบ้าน ถือว่าเข้าข่ายที่อาจจะเกิดผลกระทบจากน้ำได้ แต่ถ้าเล็กกว่าตัวบ้าน โอกาสที่จะเกิดผลกระทบก็จะมีน้อยหรือไม่มีเลยก็ได้

     สิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดเกี่ยวกับบ้านที่ติดน้ำ ก็คือ คุณภาพน้ำ น้ำที่ดีจะต้องสะอาด และมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา น้ำที่นิ่งเกินไป จะทำให้น้ำเน่าเสียได้ ลองสังเกตดูว่า น้ำมีการไหลเวียนหรือไม่ น้ำที่ดีตามหลักฮวงจุ้ย จะต้องไหลเรื่อยๆช้าๆ ห้ามน้ำนิ่ง เพราะถือว่าน้ำตาย จะนำผลเสียมาสู่บ้านได้

     หลายคนที่หลังบ้านเป็นน้ำ ก็คงไม่ต้องกังวลกันแล้ว เพราะถ้าเรารู้ปัญหาว่ามาจากเรื่องอะไร ก็สามารถแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด และไม่ต้องไปกังวลกับข้อห้ามมากนัก ในตำราฮวงจุ้ยดั้งเดิม ไม่ได้อธิบายเอาไว้แบบนี้ บอกแต่เพียงว่า ห้าม ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยง ไม่ได้อธิบายว่า ทำไมถึงห้าม สาเหตุมาจากอะไร

     เพราะสมัยที่ข้อบัญญัตินี้เกิดขึ้น จะอิงกับธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีสิ่งปรุงแต่งอย่างเช่นปัจจุบัน สมัยก่อน การสัญจรไปมาเน้นเดินทาง ทางน้ำอยู่แล้ว บ้านส่วนใหญ่จึงสร้างให้หน้าบ้านหันไปที่น้ำ เพื่อความสะดวกในการใช้สอย

     ปัจจุบัน ถนนคือเส้นทางหลัก บ้านจึงเลือกที่จะหันหน้าบ้านสู่ถนน การมีน้ำอยู่หลังบ้าน จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของบ้าน จะมีก็แต่ผลเสียที่ผมกล่าวไปแล้วเท่านั้น ผมไม่ได้ฝืนกฎของหลักฮวงจุ้ย แต่ฮวงจุ้ยสอนให้เราปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ รู้จักใช้สภาพแวดล้อมนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด การยึดหลักตายตัวมากจนเกินไป บางครั้งกลับทำให้เราเสียประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย?



ข้อมูลโดย :
Homedd

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: