ข้อห้ามโบราณเมื่อยามตั้งครรภ์


หลายคนอาจไม่เคยทราบว่าการปฏิบัติตัวของหญิงมีครรภ์นั้นมีข้อห้ามมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ และอื่นๆ โดยเฉพาะข้อห้ามในเรื่องการกินนั้นมีมากมายหลายอย่าง ได้แก่ ห้ามกินบอน จะทำให้สายรกเปื่ยอ ห้ามกินผักแว่นจะทำให้รกพันคอเด็ก ปวดท้องนาน ห้ามกินกล้วยจี่ จะทำให้รกติด ฯลฯ ข้อห้ามเหล่านี้ ถูกอ้างว่าจะมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ทั้งสิ้น

      หากพิจารณาถึงผลโดยตรงต่อเด็กแล้ว อาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จริงแล้วเกิดกับแม่ต่างหาก เช่นบอนหากทำไม่ถูกวิธี จะทำให้คันปาก ผักแว่นหากทำไม่สะอาดอาจเกิดอาการท้องเสีย สำหรับข้อปฏิบัตนั้นได้แก่ ให้กินปลีกล้วย ขนุนอ่อน เพราะจะทำให้บำรุงน้ำนม เนื่องจาก ผักทั้งสองอย่าง มียางขาวๆ คาดว่าคงช่วยได้ และจากการปฏิบัติพบว่าได้ผลจริง ฉะนั้นจึงตั้งเป็นข้อปฏิบัติตลอดมา

      หญิงหลังคลอด

      ห้ามกินผักเย็น เช่น แตงทุกชนิด ห้ามกินผักหวาน ผักกาด ชะอม หน่อไม้ ผักเลียบ พริก ด้วยผักพวกนี้ จะทำให้เกิดอาการเจ็บท้องทั้งแม่และลูก ผักที่แนะนำ ให้กิน ได้แก่ ปลีกล้วย ผักตำลึง ขนุนอ่อน บักบก ไพล เพราะจะช่วยให้น้ำนมมาก และไพลช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ข้อปฏิบัตินี้ ได้สืบทอดต่อกันมา และ ถ่ายทอดมาให้ลูกหลาน

      การปฏิบัติตนดูแลตามแบบแพทย์แผนปัจจุบัน

      หญิงตั้งครรภ์ต้องไปพบแพทย์และฝากครรภ์ไว้ แพทย์จะตรวจร่างกาย ให้คำแนะนำ และนัดตรวจครรภ์เป็น ระยะ ๆ ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์มัก จะแนะนำให้หญิงที่ตั้งครรภ์ปฏิบัติตัว ดังต่อไปนี้

      1. ไม่ควรดื่มเหล้า และ สูบบุหรี่
      2. ต้องระมัดระวังการใช้ยา และ สมุนไพร
      3. ควรเจาะเลือดเพื่อตรวจหากรุ๊ปเลือด ตรวจความเข้มข้นของเลือด ตรวจเชื้อโรค ตรวจไวรัส และตรวจสภาพเลือดอื่น ๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสเอชไอวี ( โรคเอดส์ ) เชื้อชิฟิลิส โรคเลือดทาลัสซีเมีย และภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน
      4. ไม่ควรเข้าใกล้คนป่วยหนัก โดยเฉพาะคนป่วยที่เป็นหัดเยอรมัน
      5. คนท้องที่เป็นเบาหวาน ต้องหมั่นไปพบแพทย์เสมอ ๆ เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
      6. ถ้ามีอาการเป็นลม ปวดท้อง มีประจำเดือนมากระปิดกระปอย หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ให้รีบไปพบแพทย์เพราะ อาจเป็นอาการของ การท้องนอกมดลูก รกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
      7. ไม่ควรทำงานหนัก
      8. ไม่ควรก้าวเท้าขึ้นที่สูงชัน เช่น ก้าวขึ้นบันไดขั้นสูง ๆ
      9. ไม่ควรเอื้อมมือไปหยิบของที่อยู่สูง เพราะจะทำให้หน้าท้องตึงจนมีผลกับลูกได้การรักษาดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์แบบไทย หญิงมีครรภ์ต้องดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และเหตุไม่ดีต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดกับแม่และ เด็กได้

      ข้อปฏิบัติที่เป็นความเชื่อนี้จะแตกต่างกันในแต่ละภาค ดังเช่น

      ภาคกลาง

      - ห้ามคนท้องรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ดร้อนระคนขม เพราะจะทำให้ลูกอึดอัดเผ็ดร้อน เน้นให้ รับประทานแต่อาหารที่ย่อยง่ายและรสไม่จัด
      - ห้ามอาบน้ำตอนค่ำมืด เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้ม หรือโดนสัตว์ขบกัด ขณะเดินไปอาบน้ำที่ท่า
      - ห้ามคนท้องเล่นการพนันและคบคนดื่มสุรา เพราะเป็นการเพาะนิสัยไม่ดีให้ติดมาถึงลูก
      - คนท้องต้องพักผ่อนมาก ๆ ไม่ควรทำงานหนัก และต้องทำจิตใจให้สบาย ลูกจึงจะได้รับผลดี ๆ
      - ห้ามสามีและภรรยาตอกตะปู เพราะเชื่อว่าการตอกตะปูจะทำให้คลอดยาก

      ภาคเหนือ

      -ห้ามรับประทานฝรั่งเพราะจะทำให้ปวดท้องนานขณะคลอด ถ้ารับประทานกล้วย ห้ามไม่ให้กินหมดลูก และห้าม รับประทานกล้วยแฝด หากรับประทานข้าวต้มมัด ให้กินเพียงซีกเดียว ห้ามกินแกงปลี หอยขม ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามซดน้ำแกงร้อน ๆ เพราะอาจทำให้เด็กหัวล้าน ให้รับประทานน้ำมะพร้าวมาก ๆ เพื่อเด็กจะได้คลอดง่าย
      - ห้ามไปเยี่ยมศพ เผาศพ และเยี่ยมคนไข้หนัก
      -ห้ามดูคนคลอด เพราะจะทำให้เด็กในท้องอาย คลอดยาก
      - ห้ามเข้าวัดขณะที่พระทำสังฆกรรม โดยเฉพาะขณะพระสวดญัตติ
      - ห้ามวิ่ง ห้ามกระโดด และห้ามเอื้อมมือหยิบของจากที่สูง ๆ
      - หลังอายุครรภ์ 4 เดือน ห้ามมีเพศสัมพันธ์เพราะจะทำให้เด็กพิการ ตาบอด หูหนวก หรือเป็นใบ้

      ภาคอีสาน

      - ห้ามรับประทานอาหารรสจัด และอาหารมัน ๆ
      - ห้ามทำงานหนัก
      - ห้ามนั่งขวางประตู ขวางบันได
      - ห้ามพูดคำหยาบ
      - ห้ามเยี่ยมคนไข้หนัก
      - ห้ามเอื้อมมือหยิบของสูง ๆ
      - ห้ามห้ามไปงานศพ
      - ห้ามห้ามอาบน้ำกลางคืน , ห้ามสยายผม"
      - คนท้องควรถือศีลห้า

      ภาคใต้

      - ห้ามนั่งคาบันไดเรือน
      - ห้ามอาบน้ำหลังสิ้นแสงตะวัน
      - ห้ามตอกตะปู
      - ห้ามกินของเผ็ด
      - ห้ามฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ แม้แต่ตอกไข่
      - ห้ามไปงานศพ
      - ควรถือศีลห้า
      - ควรรับประทานกล้วยน้ำว้า และน้ำผึ้ง
      - พักผ่อนมาก ๆ

      คำแนะนำในการดูแลรักษาตนเองขณะตั้งครรภ์

      1. ให้ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ หรือร้อน ๆ ดื่มครั้งละน้อย ๆ แต่ต้องดื่มบ่อย ๆ
      2. ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด และเปรี้ยวจัด
      3. ถ้าอาเจียนมากควรไปพบแพทย์
      4. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหาร รับประทานให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ปลา เนื้อ นม ไข่ ถั่ว และเต้าหู้ ควรรับ ประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ และผักใบเขียวด้วย
      5. คนในครอบครัวและคนใกล้ชิดต้องคอยให้กำลังใจเพื่อให้เกิดความมั่นใจ
      6. หลังอายุครรภ์พ้น 4 เดือนแล้ว อาการต่าง ๆ ก็จะหายไปเอง
ที่มา : baanshortawan.net

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: