Facebook Twitter
gPlus 

คติความเชื่อแบบคนโบราณ

แฉ!! เทศกาลสุดเสื่อม มีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้า เพื่อความเป็นสิริมงคล

21,492

11 ม.ค.61 15.01 น.

แฉ!! เทศกาลสุดเสื่อม มีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้า เพื่อความเป็นสิริมงคล

ความเชื่อเกิดขึ้น ณ ประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งจริงๆแล้วประเทศนี้ค่อนข้างที่จะเคร่งเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส หรือการนอกใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่อาศัยอยู่ในหุบเขาค่อนข้างไกลจากตัวเมือง พวกเขาเชื่อกันว่า “การมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า คือการสร้างความสิริมงคลให้กับตัวเอง!!!”

     เรื่องดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งได้มีการนำเสนอข่าว ที่ฟังแล้วถึงกับต้องตกใจ เพราะข่าวที่พูดถึงนั้น คือเรื่องของ "การมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้าเพื่อความเป็นสิริมงคล" โดยกล่าวว่า บนหุบเขา Gunung Kemukus (กุนุง เคมูกุส) ของอินโดนีเซียไม่มีการค้าประเวณีแต่อย่างใด สิ่งที่คุณจะพบเจอเมื่อไปถึงที่นั้นคือ เทศกาลปากว่าตาขยิบ หรือเทศกาลเซ็กส์หมู่ นั้นเอง โดยทางรัฐบาลของอินโดนีเซียก็ได้ประโยชน์จากความเชื่อดังกล่าวเช่นกัน จึงไม่มีดำเนินคดีแต่อย่างใด แม้จะดูเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่เทศกาลนี้กลับอยู่มานานถึง 16 ศตวรรษ หรือราวๆ 500 กว่าปี! เลยทีเดียว

     โดยมีตำนานเล่าต่อกันมาว่า มีเจ้าชายแห่งชวาพระองค์หนึ่งได้ทำผิดศีลธรรมร้ายแรง คือการอยู่กินกับแม่เลี้ยงของตน ณ หุบเขาแห่งนี้ จนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นตำนานของความรักที่ผิดบาป ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลกันไปสักการะ จึงเกิดเป็นความเชื่อที่ว่า "ถ้าลองได้มีเซ็กส์โดยไม่บาปสักครั้งในชีวิตก็จะทำให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง" และมีการจัดเป็นเทศกาลทุกๆ 2 สัปดาห์ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมจะต้องทำพิธีกรรมชำระร่างกายและจิตใจด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะจับคู่กับคนแปลกหน้าที่พึ่งใจเพื่อมีอะไรกัน

     แต่ใช่ว่าจะมีแต่นักท่องเที่ยวที่ไป เหล่าสาวขายบริการต่างแห่ไปรอรับแขกที่หุบเขาเป็นจำนวนมาก และผู้ที่ไปใช้บริการก็มีหลากหลายอาชีพตั้งแต่นักการเมืองจนถึงกรรมกร มีผู้เล่าว่าความเชื่อที่ผิดบาปนี้ ถูกนำมาจากความเชื่อของ 3 ศาสนารวมกัน คือ ฮอนดู อิสลาม และพุทธ

     แน่นอนเรื่องแบบนี้ย่อมมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและออกมาต่อต้านเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงมีการกดดันให้รัฐบาลเข้าควบคุมเพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงมีผู้คนเข้าไปใช้บริการมากกว่าปีละ 5,000-8,000 คนต่อปี ฟังดูแล้วเรื่องนี้น่าจะเป็นความใคร่ มากกว่าความเชื่อนะว่าไหม?

เครดิต : thaisod

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน